ภาษีร้านค้าโชห่วยฉบับเข้าใจง่าย! เปิดร้านขายของชำต้องรู้ก่อนถูกปรับ
"ร้านชำเล็กๆ แบบของเราต้องเสียภาษีด้วยเหรอ?" "ภาษีร้านค้าคิดยังไง ซับซ้อนมากไหม?"
"เปิดร้านขายของชำต้องเสียภาษีอะไรบ้าง" คำถามเหล่านี้คงแวบเข้ามาในหัวของเจ้าของร้านโชห่วยหลายคน ที่อาจยังไม่เข้าใจหรือกังวลเรื่องการเสียภาษี
จริงๆ แล้ว การทำความเข้าใจเรื่องภาษีร้านค้า ไม่ได้ยากอย่างที่คิด! แม้ร้านโชห่วยจะเป็นธุรกิจขนาดเล็กในชุมชน แต่เมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คุณก็มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเช่นเดียวกับธุรกิจประเภทอื่นๆ
บทความนี้จะพาคุณเข้าใจเรื่องภาษีร้านค้าแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เหมือนคุยกับเพื่อนบ้าน เพื่อให้คุณรู้เท่าทันเรื่องภาษี ทำธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบย้อนหลัง มาดูกันว่าเมื่อคุณเปิดร้านขายของชำ หรือร้านโชห่วย คุณต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ เปิดร้านขายของชำต้องเสียภาษีอะไรบ้าง
เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับภาษีร้านค้า
หลายคนละเลยเรื่องภาษีเพราะคิดว่าซับซ้อน แต่เจ้าของร้านโชห่วยควรรู้ว่าภาษีร้านค้าคืออะไร และเกณฑ์รายได้เท่าไหร่ที่ต้องเสียภาษี ความรู้พื้นฐานนี้จะช่วยให้คุณวางแผนการเงินได้ดีขึ้นและป้องกันปัญหาจากสรรพากรในอนาคต
ภาษีร้านค้าคืออะไร และทำไมต้องเสียภาษี
ประโยชน์ของการยื่นภาษีตามกฎหมาย
ภาษีร้านค้าคือภาษีที่ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกทั่วไป รวมถึงร้านขายของชำหรือร้านโชห่วย มีหน้าที่ต้องนำส่งให้กับรัฐตามกฎหมาย โดยเป็นส่วนหนึ่งของระบบภาษีเงินได้ ซึ่งเก็บจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ
การเสียภาษีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด เงินภาษีจะถูกนำไปพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการสังคม การเสียภาษีจึงเปรียบเสมือนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและชุมชนที่เราอาศัยอยู่
หลายคนอาจมองว่าการเสียภาษีเป็นภาระ แต่ความจริงแล้ว การยื่นภาษีอย่างถูกต้องมีประโยชน์หลายข้อ เช่น
1. หลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบและเบี้ยปรับ: กรมสรรพากรมีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ หากไม่ยื่นภาษีหรือยื่นไม่ถูกต้อง อาจถูกเรียกตรวจสอบย้อนหลังและต้องเสียค่าปรับเพิ่มเติม
2. สร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ: การมีประวัติการเสียภาษีที่ดีช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับร้านค้าของคุณ ซึ่งเป็นประโยชน์เมื่อต้องการขอสินเชื่อหรือขยายกิจการในอนาคต
3. โอกาสในการรับสิทธิประโยชน์จากรัฐ: ร้านค้าที่จดทะเบียนและเสียภาษีอย่างถูกต้องมีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากโครงการภาครัฐ เช่น โครงการช่วยเหลือ SMEs หรือโครงการพัฒนาร้านค้าปลีก
4. ใช้เป็นหลักฐานรายได้: เอกสารการเสียภาษีสามารถใช้เป็นหลักฐานแสดงรายได้ที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งจำเป็นในหลายกรณี เช่น การขอวีซ่า หรือการซื้อรถยนต์ผ่อนชำระ
ประเภทของภาษีที่ร้านขายของชำต้องเสีย
สำหรับร้านขายของชำที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เจ้าของร้านจะต้องเสียภาษีในรูปแบบของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งภาษีร้านค้าคิดยังไงนั้น มีหลักการดังนี้
- เกณฑ์รายได้: หากมีรายได้จากการขายสินค้าเกิน 60,000 บาทต่อปี จะต้องยื่นภาษี แต่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีหากรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วไม่เกิน 150,000 บาท
- วิธีการคำนวณภาษี: (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี
- อัตราภาษีก้าวหน้า:
- การยื่นภาษี: ต้องยื่นภาษี 2 ช่วง
1. รายได้สุทธิ 0 - 150,000 บาท: ยกเว้นภาษี (อัตรา 0%)
2. รายได้สุทธิ 150,001 - 300,000 บาท: อัตรา 5%
3. รายได้สุทธิ 300,001 - 500,000 บาท: อัตรา 10%
4. รายได้สุทธิ 500,001 - 750,000 บาท: อัตรา 15%
5. รายได้สุทธิ 750,001 - 1,000,000 บาท: อัตรา 20%
6. รายได้สุทธิ 1,000,001 - 2,000,000 บาท: อัตรา 25%
7. รายได้สุทธิ 2,000,001 - 5,000,000 บาท: อัตรา 30%
8. รายได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป: อัตรา 35%
1. ภ.ง.ด.94: สำหรับครึ่งปีแรก (มกราคม - มิถุนายน) ยื่นภายในเดือนกันยายนของปีนั้น
2. ภ.ง.ด.90: สำหรับทั้งปี (มกราคม - ธันวาคม) ยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
การเลือกหักภาษี หักแบบเหมาหรือหักค่าใช้จ่ายตามจริง
เจ้าของร้านโชห่วยมีสิทธิเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือหักแบบเหมา 60% หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง การเลือกให้เหมาะสมกับร้านของคุณสามารถช่วยประหยัดภาษีได้มาก ร้านที่มีกำไรสูงควรเลือกแบบไหน และร้านที่มีต้นทุนมากควรเลือกแบบใด
แบบที่ 1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สำหรับผู้ประกอบการร้านขายของชำ สามารถเลือกวิธีการหักค่าใช้จ่ายได้ 2 รูปแบบ
หักแบบเหมา (เหมาะกับร้านที่มีกำไรสูงถึง 40%)
หักค่าใช้จ่ายตามจริง (เหมาะกับร้านที่มีต้นทุนสูงและกำไรน้อยกว่า 40%)
โดยรายได้จากการขายของ จัดเป็นเงินได้ประเภทที่ 8 ตามประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ 60% ของรายได้
ข้อดี: ไม่ต้องเก็บเอกสารค่าใช้จ่าย ไม่ต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่ซับซ้อน
เหมาะกับ: ร้านที่มีกำไรสูงกว่า 40% ของรายได้
ตัวอย่าง: หากร้านมีรายได้ 1,000,000 บาทต่อปี จะสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 600,000 บาท (60%) เหลือเป็นรายได้สุทธิ 400,000 บาท
ต้องมีเอกสารหลักฐานค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงในการประกอบกิจการ ต้องทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายและเก็บเอกสารทุกรายการอย่างครบถ้วน
ข้อดี: หากมีค่าใช้จ่ายจริงมากกว่า 60% ของรายได้ จะช่วยลดภาระภาษีได้มาก
เหมาะกับ: ร้านที่มีต้นทุนสูง มีกำไรน้อยกว่า 40% ของรายได้
ตัวอย่าง: หากร้านมีรายได้ 1,000,000 บาทต่อปี และมีค่าใช้จ่ายจริง 700,000 บาท จะเหลือรายได้สุทธิเพียง 300,000 บาท ซึ่งน้อยกว่าการหักแบบเหมา ทำให้เสียภาษีน้อยลง
อย่างไรก็ตาม คุณควรพิจารณาเลือกวิธีการหักค่าใช้จ่ายให้เหมาะกับลักษณะธุรกิจ หากไม่แน่ใจว่าวิธีไหนจะเป็นประโยชน์มากกว่า ลองคำนวณภาษีทั้งสองแบบเพื่อเปรียบเทียบ
แบบที่ 2 ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอีกหนึ่งภาษีที่ร้านขายของชำต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะเมื่อกิจการเติบโตขึ้น
- เกณฑ์รายได้: หากร้านมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันหลังจากมีรายได้เกินเกณฑ์
- อัตราภาษี: 7% (อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายรัฐ)
- การยื่นแบบ: ต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือภายในวันที่ 23 หากยื่นออนไลน์
- เอกสารที่เกี่ยวข้อง: ต้องออกใบกำกับภาษีให้กับลูกค้า และเก็บสำเนาใบกำกับภาษีซื้อไว้เพื่อขอคืนภาษีซื้อ
ข้อควรระวัง: ผู้ประกอบการร้านขายของชำควรติดตามยอดขายให้ดี หากใกล้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรเตรียมตัวจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อไม่ให้เลยกำหนดเวลา 30 วัน ซึ่งอาจมีค่าปรับ
แบบที่ 3 ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
หากร้านของชำมีการว่าจ้างพนักงานหรือเช่าสถานที่ จะต้องมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย
- การจ้างพนักงาน: หากพนักงานมีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษี ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป ด้วยแบบ ภ.ง.ด.1
- การเช่าสถานที่: ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 5% จากค่าเช่า หากผู้ให้เช่าเป็นบุคคลธรรมดา และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.3 หรือ หากผู้ให้เช่าเป็นนิติบุคคล ต้องหักภาษี 1% และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53
การจดทะเบียนพาณิชย์
นอกจากเรื่องภาษีแล้ว การเปิดร้านขายของชำยังต้องจดทะเบียนพาณิชย์ตามกฎหมาย
- กำหนดเวลา: ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ภายใน 30 วันหลังจากเริ่มเปิดธุรกิจ
- เกณฑ์การจดทะเบียน: กิจการที่ขายสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปต่อวัน หรือมีสินค้าคงเหลือมูลค่ารวม 500 บาทขึ้นไป ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
- สถานที่จดทะเบียน:
- เอกสารที่ต้องใช้:
- กรุงเทพฯ: สำนักงานเขตที่ร้านตั้งอยู่
- ต่างจังหวัด: องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาลที่ร้านตั้งอยู่
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของร้าน
- หนังสือให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ (กรณีเช่าสถานที่)
- แผนที่ตั้งร้าน
- รูปถ่ายหน้าร้าน
- ค่าธรรมเนียม 50 บาท
คำแนะนำสำหรับมือใหม่
ผู้เริ่มต้นเปิดร้านโชห่วยมักมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการจัดการภาษี ตั้งแต่การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย การเก็บเอกสารสำคัญ ไปจนถึงการวางแผนภาษีเพื่อป้องกันปัญหาจากสรรพากร มาดูคำแนะนำที่จะช่วยให้เจ้าของร้านมือใหม่จัดการเรื่องภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสำคัญของการทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย
การเก็บเอกสารและหลักฐานที่จำเป็น
การวางแผนภาษีเพื่อให้มั่นใจ เมื่อมีการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
แม้จะเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา แต่การทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างง่ายๆ ก็มีประโยชน์มากๆ สำหรับเจ้าของร้านค้า เพราะช่วยให้รู้สถานะทางการเงินที่แท้จริงของร้าน ทำให้สามารถวางแผนธุรกิจและการเงินได้ดีขึ้น เป็นข้อมูลในการพิจารณาว่าควรหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือตามจริง และช่วยให้เห็นแนวโน้มรายได้ว่าใกล้ถึงเกณฑ์ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่
เอกสารที่ควรเก็บรักษาให้ดีคือ
● ใบเสร็จรับเงินจากการซื้อสินค้ามาขาย
● ใบเสร็จรับเงินจากการซื้อสินค้ามาขาย
● เอกสารค่าจ้างพนักงาน (ถ้ามี)
● สำเนาใบทะเบียนพาณิชย์
● เอกสารการยื่นภาษีในปีก่อนๆ
ต้องบอกว่าการวางแผนภาษีที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้เกิดความมั่นใจในการถูกตรวจสอบได้มากขึ้น คุณจึงควรวางแผนภาษีดังนี้
● ยื่นภาษีตรงเวลา ไม่เลื่อนหรือละเลยการยื่น
● รายงานรายได้ที่สอดคล้องกับลักษณะและขนาดของร้าน
● เก็บเอกสารหลักฐานอย่างเป็นระบบ พร้อมให้ตรวจสอบได้ทันที
● หากหักค่าใช้จ่ายตามจริง ต้องมีเอกสารที่น่าเชื่อถือครบถ้วน
● ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการยื่นภาษี
เติบโตเรื่องภาษีอย่างมั่นคงกับมิตรแท้โชห่วย
การเข้าใจเรื่องภาษีร้านค้าและรู้ว่าเปิดร้านขายของชำต้องเสียภาษีอะไรบ้างเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการร้านโชห่วยทุกคน การเสียภาษีอย่างถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องการถูกตรวจสอบจากกรมสรรพากร แต่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ และเปิดโอกาสให้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชน
โครงการ "มิตรแท้โชห่วย" ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการร้านโชห่วยให้สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของร้านโชห่วยตั้งแต่การเปิดร้านใหม่ไปจนถึงการปรับปรุงร้าน
ไม่ว่าร้านของคุณจะเป็นร้านเล็กหรือร้านใหญ่ ระบบภาษีที่ถูกต้องจะช่วยให้กิจการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการสนับสนุนจากโครงการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างมิตรแท้โชห่วย ที่พร้อมเคียงข้างและยกระดับร้านโชห่วยไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
รับปรึกษา ทุกปัญหา โชห่วย ฟรี !!
ติดต่อเรา ได้ที่ Inbox หรือโทร. 02-099-1555 เวลา 07:00-22:00 น. ทุกวัน
แอดมาที่ Line @mitrtaeshohuay