วิธีคิดต้นทุนกำไรแบบมืออาชีพ สูตรลัดคำนวณกำไรที่เจ้าของโชห่วยต้องรู้
เจ้าของร้านโชห่วยหรือร้านขายของชำทุกคนรู้ดีว่า กำไรคือหัวใจของธุรกิจ แต่หลายคนกลับไม่รู้วิธีคิดต้นทุนที่ถูกต้อง ทำให้บางทีขายของทั้งวัน แต่กลับไม่มีกำไรอย่างที่ควรจะเป็น
หลายคนอาจคิดว่าการคำนวณต้นทุนและกำไรเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้ความรู้ทางบัญชีหรือการเงินระดับสูง แต่ความจริงแล้ว วิธีคิดต้นทุนกำไรสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยสูตรหาต้นทุนพื้นฐานที่ใครๆ ก็เรียนรู้ได้ บทความนี้จะพาคุณเรียนรู้วิธีคิดต้นทุนกำไรแบบเข้าใจง่าย ไม่ต้องเป็นนักบัญชีก็ทำได้ เพื่อให้ร้านของคุณมีกำไรอย่างที่ควรจะเป็น
การประเมินต้นทุนทั้งหมด รู้ให้ครบก่อนคิดราคาขาย
การคํานวณต้นทุนที่ถูกต้องเริ่มต้นจากการรู้ว่าต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้ว ต้นทุนของร้านค้าปลีกสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก
ต้นทุนสินค้า (Cost of Goods Sold - COGS)
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating Expenses)
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (Other Expenses)
ต้นทุนสินค้าคือราคาที่คุณจ่ายเพื่อซื้อสินค้ามาขาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุดของวิธีคิดต้นทุนกำไรประกอบด้วย
- ราคาซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์
- ค่าขนส่งสินค้ามายังร้าน
- ภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้า
- ค่าสูญเสียจากสินค้าเสียหายหรือหมดอายุ
สูตรหาต้นทุนสินค้าอย่างง่าย: ต้นทุนสินค้าต่อชิ้น = (ราคาซื้อ + ค่าขนส่ง + ภาษี) ÷ จำนวนสินค้า
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปได้ เป็นส่วนสำคัญของวิธีคิดต้นทุนกำไรที่หลายคนมักมองข้าม ประกอบด้วย ค่าเช่าร้าน ค่าสาธารณูปโภค (น้ำ, ไฟ, โทรศัพท์, อินเทอร์เน็ต) ค่าจ้างพนักงาน (ถ้ามี) ค่าบำรุงรักษาและซ่อมแซม ค่าประกันภัย ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและโฆษณา
การคํานวณต้นทุนในส่วนนี้ควรคิดเป็นรายเดือนหรือรายปี และกระจายลงไปในสินค้าแต่ละชิ้น
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อชิ้น = ค่าใช้จ่ายดำเนินงานรายเดือน ÷ จำนวนสินค้าที่ขายได้ต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ควรนำมาคิดในการคํานวณต้นทุนได้แก่ ภาษีธุรกิจ ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต (ถ้ารับชำระด้วยบัตร) ค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยง (เช่น การรับประกันสินค้า) ค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์
เมื่อรวมต้นทุนทั้งหมดเข้าด้วยกัน คุณจะได้สูตรหาต้นทุนต่อชิ้นที่สมบูรณ์
ต้นทุนรวมต่อชิ้น = ต้นทุนสินค้าต่อชิ้น + ค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อชิ้น + ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ต่อชิ้น
การคำนวณราคาขาย ตั้งราคาอย่างไรให้มีกำไร
การตั้งราคาขายที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนสำคัญหลังจากที่คุณเข้าใจวิธีคิดต้นทุนกำไรแล้ว ซึ่งถามว่าทำไมต้องคำนวณราคาขายอย่างรอบคอบ? คำตอบเป็นเพราะว่า “ราคาที่สูงเกินไปอาจทำให้ลูกค้าเลือกซื้อจากคู่แข่ง” อีกทั้งราคาที่ต่ำเกินไปอาจทำให้ขาดทุนหรือมีกำไรน้อยเกินไป ซึ่งราคาที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณแข่งขันได้ในตลาดและมีกำไรที่ยั่งยืน
สูตรคำนวณราคาขาย
สูตรหาต้นทุนและกำไรเพื่อกำหนดราคาขาย: ราคาขาย = ต้นทุนรวมต่อชิ้น + กำไรที่ต้องการต่อชิ้น
หรืออีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้คือการคิดจากเปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ
ราคาขาย = ต้นทุนรวมต่อชิ้น ÷ (1 - เปอร์เซ็นต์กำไรที่ต้องการ)
ตัวอย่างการคำนวณราคาขาย
สมมติว่าคุณขายขนมขบเคี้ยวโดยมีต้นทุนสินค้า 10 บาทต่อชิ้น ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 2 บาทต่อชิ้น และต้องการกำไร 5 บาทต่อชิ้น ให้ใช้วิธีคิดต้นทุนกำไรแบบบวกกำไรโดยตรง คือ
ราคาขาย = 10 + 2 + 5 = 17 บาท
หรือถ้าคุณต้องการกำไร 30%
ราคาขาย = (10 + 2) ÷ (1 - 0.3) = 12 ÷ 0.7 = 17.14 บาท (อาจปัดเป็น 17 หรือ 18 บาท)
การคำนวณเปอร์เซ็นต์กำไร ให้รู้จริงว่าได้กำไรเท่าไร
การคํานวณต้นทุนและราคาขายเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของวิธีคิดต้นทุนกำไรที่สมบูรณ์ คุณยังต้องสามารถคำนวณเปอร์เซ็นต์กำไรเพื่อวัดประสิทธิภาพของธุรกิจได้
ทำไมต้องคำนวณเปอร์เซ็นต์กำไร? นั่นเป็นเพราะการคำนวณเปอร์เซ็นต์กำไรจะช่วยให้คุณเปรียบเทียบกำไรระหว่างสินค้าต่างประเภทได้ ทำให้เห็นแนวโน้มกำไรเมื่อเวลาผ่านไป ช่วยในการตัดสินใจว่าควรเพิ่มหรือลดสินค้าประเภทใด และสามารถใช้เป็นเป้าหมายในการปรับปรุงประสิทธิภาพธุรกิจได้
สูตรคำนวณเปอร์เซ็นต์กำไร
มี 2 สูตรหาต้นทุนและกำไรที่นิยมใช้คือ
1. อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin)
อัตรากำไรขั้นต้น = ((ราคาขาย - ต้นทุนสินค้า) ÷ ราคาขาย) × 1002. อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin)
อัตรากำไรสุทธิ = ((ราคาขาย - ต้นทุนรวม) ÷ ราคาขาย) × 100ตัวอย่างการคำนวณเปอร์เซ็นต์กำไร
จากตัวอย่างข้างต้น ที่มีราคาขาย 17 บาท ต้นทุนสินค้า 10 บาท และต้นทุนรวม 12 บาท (รวมค่าใช้จ่ายดำเนินงาน)
หากใช้วิธีคิดต้นทุนกำไรแบบอัตรากำไรขั้นต้น
อัตรากำไรขั้นต้น = ((17 - 10) ÷ 17) × 100 = (7 ÷ 17) × 100 = 41.18%
หากใช้วิธีคิดต้นทุนกำไรแบบอัตรากำไรสุทธิ
อัตรากำไรสุทธิ = ((17 - 12) ÷ 17) × 100 = (5 ÷ 17) × 100 = 29.41%
การจัดการสต็อกและค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนเพิ่มกำไร
การเข้าใจวิธีคิดต้นทุนกำไรยังช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสในการลดต้นทุนและเพิ่มกำไรผ่านการจัดการสต็อกและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ
เทคนิคการจัดการสต็อกเพื่อลดค่าใช้จ่าย
1. วิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของสินค้า: ใช้วิธีคิดต้นทุนกำไรเพื่อระบุว่าสินค้าใดขายดี สินค้าใดขายช้า และปรับการสั่งซื้อให้เหมาะสม
2. ใช้ระบบ First-In-First-Out (FIFO): จัดวางสินค้าที่ซื้อมาก่อนไว้ด้านหน้าเพื่อให้ขายออกก่อน ลดความเสี่ยงจากสินค้าหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ
3. กำหนดจุดสั่งซื้อใหม่: คำนวณจุดที่ต้องสั่งซื้อสินค้าเพิ่มเพื่อไม่ให้ขาดสต็อกและไม่ต้องสั่งซื้อบ่อยเกินไป
4. ตรวจนับสต็อกอย่างสม่ำเสมอ: ตรวจสอบสินค้าคงเหลือเพื่อป้องกันการสูญหายและมีข้อมูลที่แม่นยำสำหรับการคํานวณต้นทุน
5. จัดโปรโมชั่นสำหรับสินค้าขายช้า: ใช้วิธีคิดต้นทุนกำไรเพื่อกำหนดส่วนลดที่เหมาะสมสำหรับการระบายสินค้าที่ขายช้า
วิธีหาสินค้าราคาถูกหรือสินค้าคุณภาพราคาประหยัด
1. เปรียบเทียบซัพพลายเออร์: หาแหล่งซื้อที่ให้ราคาดีที่สุดโดยไม่เสียคุณภาพ
2. ซื้อในปริมาณมาก: เจรจาต่อรองส่วนลดปริมาณเมื่อซื้อในจำนวนมาก
3. สร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์: ความสัมพันธ์ที่ดีอาจนำไปสู่เงื่อนไขการชำระเงินที่ดีขึ้นหรือสิทธิพิเศษอื่นๆ
4. เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรธุรกิจ: โปรแกรมเช่น มิตรแท้โชห่วย หรือ Makro Pro ช่วยให้คุณเข้าถึงสินค้าราคาพิเศษและบริการที่เป็นประโยชน์
Makro POS เครื่องมือช่วยจัดการต้นทุนและสต็อก
Makro POS เป็นระบบบริหารจัดการร้านค้าที่ช่วยให้คุณควบคุมคํานวณต้นทุนและจัดการสต็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการติดตามสินค้าคงเหลือแบบเรียลไทม์ วิเคราะห์ยอดขายและกำไรของสินค้าแต่ละประเภท แจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมด สามารถสร้างรายงานต้นทุนและกำไรอย่างละเอียด ไปจนถึงบริหารจัดการส่วนลดและโปรโมชั่น
ด้วยระบบ Makro POS คุณสามารถประยุกต์ใช้วิธีคิดต้นทุนกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลากับการคำนวณด้วยมือหรือการจดบันทึกในสมุด
การตั้งราคาให้เหมาะสม ศิลปะของการทำกำไร
หลังจากเข้าใจวิธีคิดต้นทุนกำไรและสูตรหาต้นทุนแล้ว การตั้งราคาที่เหมาะสมเป็นอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญสำหรับเจ้าของร้านค้าปลีก
ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการตั้งราคา ได้แก่
1. การแข่งขันในตลาด: ศึกษาราคาของคู่แข่งและพิจารณาว่าคุณควรตั้งราคาต่ำกว่า เท่ากัน หรือสูงกว่า
2. ความต้องการของตลาด: สินค้าที่มีความต้องการสูงอาจตั้งราคาสูงกว่า คํานวณต้นทุน และกำไรปกติ
3. คุณภาพสินค้า: สินค้าคุณภาพสูงอาจตั้งราคาสูงกว่าเพื่อสะท้อนคุณค่า
4. ฤดูกาลและเทศกาล: ปรับราคาตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงในช่วงเทศกาลหรือฤดูกาลต่างๆ
5. กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย: ทำความเข้าใจกำลังซื้อและความคาดหวังด้านราคาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
วิธีตั้งราคาให้เหมาะสม
1. กลยุทธ์ราคาแบบกลมๆ: คือให้ตั้งราคาที่ลงท้ายด้วย 9, 5 หรือ 0 ตามจิตวิทยาการตลาด เช่น 19, 25 หรือ 30 บาท
2. กลยุทธ์ราคาแพ็กคู่: เสนอส่วนลดเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าในปริมาณมาก เช่น "ซื้อ 1 แถม 1" หรือ "ซื้อ 3 ชิ้น 99 บาท"
3. กลยุทธ์ราคาตามคุณค่า: ตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ ไม่ใช่เพียงแค่คํานวณต้นทุนบวกกำไร
4. กลยุทธ์ราคาล่อใจ (Loss Leader): ตั้งราคาต่ำหรือขาดทุนเล็กน้อยสำหรับสินค้าบางรายการเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยหวังว่าพวกเขาจะซื้อสินค้าอื่นที่มีกำไรสูงด้วย
5. กลยุทธ์ราคาตามลำดับชั้นของคุณภาพ: เสนอสินค้าหลายระดับราคาเพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือก
การตั้งราคาที่เหมาะสมเป็นการผสมผสานระหว่างวิธีคิดต้นทุนกำไรที่แม่นยำและความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค คุณอาจต้องทดลองและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ราคาเพื่อหาจุดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับร้านของคุณ
แล้วจะนำความรู้ทั้งหมด มาใช้ในการขายจริงๆ อย่างไร?
การเข้าใจทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีคิดต้นทุนกำไรเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การนำไปใช้ในสถานการณ์จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มาดูตัวอย่างการคํานวณต้นทุนและกำไรสำหรับสินค้าจริงในร้านโชห่วยกัน!
ตัวอย่างที่ 1: น้ำอัดลมขวด
สมมติว่าซื้อน้ำอัดลมมาในราคาลังละ 240 บาท (24 ขวด) ค่าขนส่ง 20 บาทต่อลัง ค่าใช้จ่ายดำเนินงานคิดเป็น 10% ของต้นทุนสินค้า และต้องการกำไร 30% จากราคาขาย
การคำนวณ:
1. สูตรหาต้นทุนสินค้าต่อขวด: ต้นทุนต่อขวด = (240 + 20) ÷ 24 = 10.83 บาท
2. ค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อขวด: ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน = 10.83 × 0.1 = 1.08 บาท
3. ต้นทุนรวมต่อขวด: ต้นทุนรวม = 10.83 + 1.08 = 11.91 บาท
4. ราคาขายที่ต้องการ (กำไร 30% จากราคาขาย): ราคาขาย = 11.91 ÷ (1 - 0.3) = 11.91 ÷
5. ปรับเป็นราคาขายจริง: ราคาขายที่เหมาะสม = 17 บาท หรือ 18 บาท (ตามกลยุทธ์ราคาแบบกลมๆ)
ตัวอย่างที่ 2: ขนมขบเคี้ยว
สมมติว่าซื้อขนมขบเคี้ยวมาในราคาแพ็คละ 480 บาท (24 ซอง) ไม่มีค่าขนส่ง (ซื้อจาก Makro โดยตรง) ค่าใช้จ่ายดำเนินงานคิดเป็น 15% ของต้นทุนสินค้า ต้องการกำไร 40% จากต้นทุน
การคำนวณ:
1. สูตรหาต้นทุนสินค้าต่อซอง = 480 ÷ 24 = 20 บาท
2. ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน = 20 × 0.15 = 3 บาท
3. ต้นทุนรวม = 20 + 3 = 23 บาท
4. กำไรที่ต้องการ (40% จากต้นทุน): กำไร = 23 × 0.4 = 9.2 บาท
5. ราคาขาย = 23 + 9.2 = 32.2 บาท
6. ปรับเป็นราคาขายจริง: ราคาขายที่เหมาะสม = 32 บาท หรือ 35 บาท (ตามกลยุทธ์ราคาแบบกลมๆ)
ตัวอย่างที่ 3: การคำนวณกำไรรวมของร้าน
หากคุณมียอดขายรวมต่อเดือน 150,000 บาท ต้นทุนสินค้ารวม 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายดำเนินงานรวม 20,000 บาท
การคำนวณ:
1. กำไรขั้นต้น = ยอดขาย - ต้นทุนสินค้า = 150,000 - 100,000 = 50,000 บาท
2. อัตรากำไรขั้นต้น = (กำไรขั้นต้น ÷ ยอดขาย) × 100 = (50,000 ÷ 150,000) × 100 = 33.33%
3. กำไรสุทธิ = กำไรขั้นต้น - ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน = 50,000 - 20,000 = 30,000 บาท
4. อัตรากำไรสุทธิ = (กำไรสุทธิ ÷ ยอดขาย) × 100 = (30,000 ÷ 150,000) × 100 = 20%
จากตัวอย่างนี้ เราเห็นได้ว่าร้านมีกำไรสุทธิ 20% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับธุรกิจค้าปลีก การคํานวณต้นทุนและกำไรในระดับนี้ช่วยให้เจ้าของร้านมองเห็นภาพรวมของธุรกิจและสามารถวางแผนการเติบโตในอนาคตได้
มิตรแท้โชห่วย เราพร้อมช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการบริหารต้นทุนและกำไร
การเข้าใจวิธีคิดต้นทุนกำไรที่ถูกต้องเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะเป็นร้านโชห่วยขนาดเล็กหรือร้านค้าปลีกที่กำลังเติบโต การคํานวณต้นทุนที่แม่นยำจะช่วยให้คุณตั้งราคาสินค้าได้อย่างเหมาะสม ทราบว่าสินค้าใดทำกำไรและสินค้าใดควรปรับปรุง บริหารสต็อกและค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัดสินใจทางธุรกิจบนพื้นฐานของข้อมูลที่แม่นยำ
อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจและการนำสูตรหาต้นทุนไปใช้อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ประกอบการหลายคน นี่คือจุดที่ มิตรแท้โชห่วย สามารถช่วยคุณได้
เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการนำสูตรหาต้นทุนที่แนะนำในบทความนี้ไปใช้กับสินค้าบางรายการในร้านของคุณ วิเคราะห์ผลลัพธ์ และค่อยๆ ขยายไปสู่สินค้าทั้งหมด
หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมในการพัฒนาทักษะด้านคํานวณต้นทุนและการบริหารร้านค้า ไม่ลังเลที่จะติดต่อ มิตรแท้โชห่วย เรายินดีให้คำแนะนำและสนับสนุนให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน
รับปรึกษา ทุกปัญหา โชห่วย ฟรี !!
ติดต่อเรา ได้ที่ Inbox แอดมาที่ Line @mitrtaeshohuay
หรือโทร. 02-099-1555 เวลา 07:00-22:00 น. ทุกวัน