กลยุทธ์การตั้งราคา เพิ่มยอดขาย ลูกค้าเห็นแล้วต้องซื้อ!

กลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่าง เพิ่มยอดขาย ลูกค้าเห็นแล้วต้องซื้อ

หลายคนคิดว่าการตั้งราคาก็แค่เอาต้นทุนบวกกำไร แต่ความจริงแล้วมีกลยุทธ์การตั้งราคาอีกหลายแบบที่ช่วยให้ลูกค้าอยากซื้อมากขึ้น การรู้ว่ากลยุทธ์การตั้งราคามีอะไรบ้างจะช่วยให้คุณเลือกวิธีที่เหมาะสมกับธุรกิจ

วันนี้เรามากลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างที่ธุรกิจใหญ่ใช้กันจริง พร้อมเทคนิคที่จะทำให้ลูกค้าเห็นราคาแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าต้องซื้อ!

ทำไมกลยุทธ์การตั้งราคาถึงสำคัญ?

ทำไมกลยุทธ์การตั้งราคาถึงสำคัญ?

กลยุทธ์การตั้งราคาที่ถูกต้องไม่ใช่แค่การหากำไร แต่เป็นการสื่อสารคุณค่าของสินค้าให้ลูกค้าเข้าใจ การรู้ว่ากลยุทธ์การตั้งราคามีอะไรบ้างช่วยให้เราเลือกวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

การใช้กลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างที่เหมาะสมสามารถเพิ่มยอดขาย สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ และทำให้ธุรกิจอยู่รอดในตลาดแข่งขันได้ ราคาที่ตั้งผิดอาจทำให้เสียลูกค้าหรือเสียกำไรโดยไม่จำเป็น

  1. การตั้งราคาแบบ Cost Plus (Cost-based Pricing)

  2. กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Cost Plus เป็นวิธีพื้นฐานที่ใช้กันมากที่สุด โดยคำนวณจากต้นทุนการผลิตบวกกำไรที่ต้องการ วิธีนี้เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างที่เข้าใจง่ายและคำนวณได้ชัดเจน

    ตัวอย่างการคำนวณ: หากต้นทุนสินค้า 100 บาท และต้องการกำไร 30% ราคาขายจะเป็น 130 บาท (100 + 30) วิธีนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตั้งราคาที่ธุรกิจเล็กใช้กันบ่อย

    ข้อดี: คำนวณง่าย รับประกันกำไร และเหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้นทุนชัดเจน

    ข้อเสีย: ไม่ได้พิจารณาคุณค่าในสายตาลูกค้าหรือราคาคู่แข่ง อาจตั้งราคาสูงหรือต่ำเกินไป

  3. การตั้งราคาแบบ Skimming (Price Skimming)

  4. กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Skimming คือการตั้งราคาสูงในช่วงแรกที่เปิดตัวสินค้าใหม่ วิธีนี้เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างที่บริษัทเทคโนโลยีใช้กันบ่อย เช่น การเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่

    วัตถุประสงค์หลักคือสร้างกำไรสูงสุดจากลูกค้าที่พร้อมจ่ายราคาสูงก่อน แล้วค่อยๆ ลดราคาเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มอื่น วิธีนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตั้งราคาที่เหมาะกับสินค้าใหม่ที่ไม่มีคู่แข่งโดยตรง

    ข้อดี: สร้างกำไรสูงในช่วงแรก สร้างภาพลักษณ์พรีเมียม

    ข้อเสีย: อาจทำให้คู่แข่งเข้ามาด้วยราคาต่ำ และอาจได้ลูกค้าน้อยในช่วงแรก

  5. การตั้งราคาแบบ Penetration (Penetration Pricing)

  6. กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Penetration เป็นตรงข้ามกับ Skimming โดยตั้งราคาต่ำกว่าตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้าและสร้างฐานลูกค้าอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างนี้เหมาะกับการเข้าตลาดใหม่หรือสินค้าที่ต้องการส่วนแบ่งตลาด

    วิธีการคือเริ่มด้วยราคาต่ำเพื่อให้ลูกค้าลอง แล้วค่อยๆ เพิ่มราคาเมื่อลูกค้าเกิดความชื่นชอบ นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตั้งราคาที่ต้องวางแผนระยะยาวอย่างรอบคอบ

    ข้อควรระวัง: ต้องมั่นใจว่าสามารถเพิ่มราคาภายหลังได้ หลีกเลี่ยงการทำสงครามราคาที่เสียหายทุกฝ่าย และต้องมีแผนสร้างกำไรในระยะยาว

  7. การตั้งราคาแบบ Competitive Pricing

  8. กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Competitive คือการตั้งราคาโดยอ้างอิงจากคู่แข่ง วิธีนี้เป็นกลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างที่ใช้กันมากในตลาดที่มีการแข่งขันสูง เช่น ร้านสะดวกซื้อหรือปั๊มน้ำมัน

    การใช้วิธีนี้ต้องศึกษาราคาคู่แข่งอย่างสม่ำเสมอ และปรับราคาให้เหมาะสมกับฐานะการเงินและกลยุทธ์ธุรกิจ นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตั้งราคาที่ต้องมีข้อมูลตลาดที่ถูกต้อง

    ข้อดี: ราคาสอดคล้องกับตลาด ลดความเสี่ยงจากการตั้งราคาผิด

    ข้อเสีย: อาจนำไปสู่สงครามราคา ไม่ได้เน้นคุณค่าเฉพาะของสินค้า

  9. การตั้งราคาแบบ Value-Based Pricing

  10. กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Value-Based เป็นการตั้งราคาตามคุณค่าที่ลูกค้ารับรู้ ไม่ใช่ตามต้นทุน กลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างนี้เหมาะกับสินค้าแบรนด์เนมหรือบริการที่มีคุณค่าเฉพาะ

    วิธีการสร้างมูลค่าให้กับสินค้าหรือบริการ เช่น การเพิ่มคุณภาพ สร้างประสบการณ์พิเศษ หรือให้บริการหลังการขายที่ดี นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตั้งราคาที่สร้างกำไรสูงได้

    ตัวอย่าง: กาแฟ Starbucks ที่ขายได้ราคาสูงกว่ากาแฟทั่วไป เพราะสร้างประสบการณ์และภาพลักษณ์ที่แตกต่าง

  11. การตั้งราคาแบบ Psychological Pricing

  12. กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Psychological เป็นการใช้จิตวิทยาในการตั้งราคา กลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไปคือการตั้งราคา 99 บาท แทน 100 บาท เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกกว่า

    Odd Pricing: การใช้เลขคี่ปลาย เช่น 199, 299 ทำให้รู้สึกถูกกว่า

    Even Pricing: การใช้เลขคู่ เช่น 200, 300 ทำให้รู้สึกหรูหรา

    นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตั้งราคาที่ใช้ง่ายและได้ผลเร็ว

    การใช้ตัวเลข เช่น เดิม 500 บาท ตอนนี้ 350 บาท ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า วิธีนี้กระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ดี

  13. การตั้งราคาแบบ Promotion Pricing

  14. กลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Promotion เป็นการตั้งราคาพิเศษเพื่อการส่งเสริมการตลาด กลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างนี้ เช่น การลดราคาในเทศกาล ซื้อ 1 แถม 1 หรือขายขาดทุนเพื่อดึงลูกค้า

    การใช้วิธีนี้ต้องระวังไม่ให้ลูกค้าเคยชินกับราคาลดจนไม่ยอมซื้อราคาปกติ นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตั้งราคาที่ต้องใช้อย่างมีกลยุทธ์

    วิธีการใช้: กำหนดช่วงเวลาชัดเจน มีเงื่อนไขที่เหมาะสม และมีแผนกลับสู่ราคาปกติที่ดี

มิตรแท้โชห่วย พันธมิตรสำหรับการตั้งราคาของร้านคุณ

มิตรแท้โชห่วย พันธมิตรสำหรับการตั้งราคาของร้านคุณ

หลังจากที่ได้เรียนรู้กลยุทธ์การตั้งราคามีอะไรบ้างและกลยุทธ์การตั้งราคาตัวอย่างต่างๆ แล้ว สิ่งสำคัญคือการนำไปปรับใช้กับธุรกิจจริง มิตรแท้โชห่วย เข้าใจว่าการมีกลยุทธ์การตั้งราคาที่ดีเป็นหัวใจของความสำเร็จทางธุรกิจ

การเป็นพันธมิตรกับ มิตรแท้โชห่วย หมายถึงการได้รับคำปรึกษาเรื่องการตั้งราคาที่เหมาะสมกับตลาดและลูกค้า ไม่ใช่แค่การมีสินค้าคุณภาพ แต่ยังรวมถึงการวางราคาที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

ความสำเร็จในการขายเริ่มต้นจากราคาที่ถูกใจลูกค้า และ มิตรแท้โชห่วย พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากลยุทธ์การตั้งราคาที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ เพื่อให้ทุกราคาที่ตั้งไม่เพียงสร้างกำไร แต่ยังสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าและความเติบโตให้ธุรกิจในระยะยาว

รับปรึกษา ทุกปัญหา โชห่วย ฟรี !!

ติดต่อเรา ได้ที่ Inbox แอดมาที่ Line @mitrtaeshohuay
หรือโทร. 02-099-1555 เวลา 07:00-22:00 น. ทุกวัน

แชร์ :